[fic] Lesson Learned (SpideyPool)

Lesson Learned

Spideypool

– สไปดี้น้องทอม กับ เดดพูลพี่ไรอั้น
– เป็นแนวเดดพูลแอบปลื้มเท่านั้น ไม่ต้องห่วงเรื่องอายุไม่ถึง
– เนื้อเรื่องเกิดในหนัง Spider-Man Homecoming ควรดูหนังก่อนแล้วค่อยอ่าน
.

.

เขาทำพัง

สามพยางค์ หนึ่งประโยค ครอบคลุมทุกอย่างที่ปีเตอร์รู้สึกอยู่ตอนนี้

สายตาผิดหวังที่ได้รับจากบุคคลที่เขานับถือที่สุดคนหนึ่งในชีวิต พร้อมชุดสไปเดอร์แมนที่ถูกยึดคืนเจ้าของ ทำเขาเสียศูนย์

เขาต้องยอมร้บความจริง ถึงแม้มันจะขมขื่น ว่าถ้าไอร์ออนแมนไม่มาช่วยในวันนั้น คนบนเรือเฟอร์รี่อาจไม่รอด

เขาทำพังของแท้ และตอนนี้เขาไม่รู้จะทำยังไงต่อ

ปีเตอร์เดินออกจากโรงเรียนอย่างเอื่อยเฉื่อยหลังเลิกเรียน ไม่มีประโยชน์จะรีบร้อนถ้าไม่มีการฝึกงานกับคุณสตาร์คอีกต่อไป

ไม่มีประโยชน์จะรีบร้อนถ้าโดนไล่ออกจากการเป็นสไปเดอร์แมนแล้ว

ไม่มีอะไรเป็นแรงจูงใจ แม้แต่ร้านแซนด์วิชของคุณเดลมาร์ยังพังเพราะฝีมือเขา

‘ฉันมันห่วย’ ปีเตอร์คิดขณะก้มหน้าก้มตาเดินไปตามฟุตบาธ หูฟังถูกยัดอยู่ในหูเพียงเพื่อต้องการหลบหนีจากผู้คนรอบข้างมากกว่าต้องการจะฟังเพลง

แต่วันแสนน่าเบื่อก็มีเรื่องให้ประหลาดใจ เมื่อเขาโดนคนสะกิดจากทางด้านหลังขณะที่เขากำลังจะก้าวผ่านตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่ง

เมื่อหันหลังกลับไปหา ก็เจอเข้ากับผู้ชายตัวสูงใส่ชุดรัดรูปและหน้ากากสีแดงดำที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน

ด้วยสันชาตญาณที่ร้องบอก ปีเตอร์กระโดดออกห่างจากชายปริศนาไปสามก้าวทันที

เมื่อตั้งสติได้แล้ว เขามองคนตรงหน้า ดูจากการแต่งตัว เป็นฮีโร่งั้นหรือ แต่เขาไม่เคยเห็นใครใส่ชุดแบบนี้มาก่อน แล้วนั่น…ดาบคาตานะใช่มั้ย เขาไม่เคยเห็นของจริงมาก่อนเลย เจ๋งชะมัด

เมื่อเห็นว่าชายตรงหน้ายืนจ้องตรงมาที่เขาอยู่อย่างนั้น จึงตัดสินใจถาม 

“เอ่อ…คุณเป็นใคร….ให้ช่วยอะไรรึเปล่า”

“ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ ใช่มั้ย” ชายชุดแดงถามกลับ

ถึงแม้จะงง แต่ก็พยักหน้าตอบ “ใช่ฮะ”

“เย่สสส!” เมื่อได้คำตอบชายแปลกหน้าทำท่าดีใจใหญ่โตก่อนตรงเข้ามาหา ปีเตอร์ก้าวถอยหลังโดยอัติโนมัติ

“คุณต้องการอะไร”

“ฉันได้ยินมาว่านายเป็นเพื่อนกับสไปเดอร์แมน”

ปีเตอร์ตกใจจนชาวาบไปทั้งตัวเมื่อได้ยินอย่างนั้น ทั้งชุดและเครื่องยิงใยไม่ได้อยู่ในกระเป๋า เขาไม่มีอาวุธ ถ้าคนตรงหน้าเป็นลูกน้องพวกนั้นและจะมาฆ่าเขา…

“เปล่านี่ ผมแค่…ผมว่าผมไปดีกว่า” ปีเตอร์รีบหันหลังเดินหนีทันที

แต่ชายชุดแดงก็วิ่งมาดักหน้าไว้

“ข่าวว่านายฝึกงานกับสตาร์คนี่”

“รู้จักคุณสตาร์คด้วยเหรอ” เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้าหงึกหงักอย่างขึงขัง ปีเตอร์ก็รู้สึกสนใจขึ้นมาบ้าง “ตกลงคุณต้องการอะไร”

ถึงแม้ชายตรงหน้าจะดูน่าสงสัย แต่สไปเดอร์เซนส์ก็ไม่ได้จับถึงอันตรายใด ๆ ปีเตอร์จึงตัดสินใจคุยต่ออีกสักหน่ย

“คือวันนั้นฉันอยู่บนเรือเฟอร์รี่นั่น กำลังเอนจอยทาโก้สุดโปรด พอได้ยินเสียงปืนเลยวิ่งไปดู ก็เห็นสไปเดอร์แมนอยู่ตรงนั้น แล้วก็บู้มม เรือแยกเป็นสองท่อน อยากจะบอกว่าเท่เป็นบ้าเลยตอนที่สไปดี้ตัวน้อยพยายามดึงเรือไว้ด้วยกันน่ะ”

“แล้ว….?” ถึงจะไม่ไว้ใจคนตรงหน้า แต่ต้องยอมรับว่าคำพูดของเขาก็ทำให้ปีเตอร์มีกำลังใจขึ้นมานิดนึง

“แล้วฉันก็รอจะเจอเขาทุกวัน แต่ตั้งแต่วันนั้นก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาสไปดี้ นี่ก็วันที่สามแล้ว เลยอยากถามว่า นายเห็นเขามั้ย”

ปีเตอร์กำลังประมวลผลสิ่งที่เขาได้ยิน คนคนนี้กำลังรอจะเจอสไปเดอร์แมนงั้นเหรอ

“ไม่ ผมไม่เห็น ถ้าคุณที่เฝ้ารอเจอเขายังไม่เห็น แล้วผมที่ไม่ได้สนใจอะไรเขาจะเห็นได้ไง”

“อ้า…งั้นเหรอ” ชายชุดแดงถอนใจเหมือนผิดหวัง “ทำไมนายไม่สนใจสไปเดอร์แมนล่ะ ดูสิ่งที่เขาทำบนเรือสิ มันยิ่งใหญ่มากเลยนะ”

“เป็นความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่น่ะสิ” ยิ่งพูดเรื่องนี้ปีเตอร์ก็ยิ่งรู้สึกแย่

“ก็ไม่ได้บอกว่ามันเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ แต่ความตั้งใจของเขาต่างหากล่ะที่ยิ่งใหญ่”

ปีเตอร์เมื่อได้ยินอย่างนั้นก็ได้แต่อึ้ง สิ่งที่เขาตั้งใจทำอย่างน้อยก็มีคน(หวังว่าจะเป็นคน)เห็นด้วย

“ผ..ผม” เขาตื้นตันจนพูดไม่ออกเลยด้วยซ้ำ แต่ดูเหมือนชายชุดแดงไม่ได้สังเกต เขาเอาแต่มองไปมาตามยอดตึก

ในที่สุดเขาก็หยุดมองหาสไปเดอร์แมนและเดินเข้ามาใกล้ปีเตอร์อีกครั้ง คราวนี้ปีเตอร์ไม่ถอยหนี

“นี่ไอ้น้อง ฟังพี่ให้ดีนะ ถ้าได้เจอสไปเดอร์แมน ฝากบอกเขาว่า เดดพูลรออยู่”

เดดพูล แค่ชื่อยังไม่น่าไว้ใจเลย แต่แปลกที่เมื่ออยู่ใกล้เขากลับรู้สึกโอเค

“ได้ฮะ…”

“ไม่ดีกว่า เปลี่ยนเป็นบอกเขาว่า เดดพูลปิ๊งเขาอยู่ ปิ๊งแบบโดนใจเข้าให้เต็ม ๆ แบบนี้เลย”

พูดจบก็ใช้สองมือทำท่าหัวใจส่งมาให้ แบบไม่สนใจสายตาคนอื่นมองเลยสักนิด ผู้ชายตัวสูงใหญ่ใส่ชุดรัดรูปสีแดงดำ ทำท่าดี๊ด๊าเป็นเด็กสาว ๆ เป็นภาพที่ตลกมาก จนเขาอดขำไม่ได้

ปีเตอร์เคยเจอคนแปลก ๆ มาบ้าง แต่นี่ดูจะแปลกที่สุดเท่าที่เคยเจอมาเลย

“จริงจังเหรอเนี่ย” ปีเตอร์พึมพำกับตัวเอง

แต่อีกฝ่ายยังไม่จบ “อีกอย่างนึง ถ้านายเจอสไปดี้ ฝากเก็บใยเขาไว้ให้ด้วยนะ”

เมื่อปีเตอร์ทำหน้างงใส่ เขาจึงพูดต่อ “ก็จะได้มีเยื่อใยให้กันไง” พูดจบก็ระเบิดหัวเราะอยู่คนเดียว “เข้าใจใช่มะ ฮ่าๆๆๆ”

“แหะๆๆ” ปีเตอร์หัวเราะกลบเกลื่อน ยิ่งอยู่ใกล้ยิ่งรู้สึกถึงความไม่ปกติในตัว และป้าเมย์น่าจะไม่ชอบใจที่เขาอยู่ใกล้คนแบบนี้

“คุณเป็นฮีโร่ที่แปลกนะ” ปีเตอร์เผลอคอมเมนต์ออกมา

ดวงตาสีขาวบนหน้ากากของอีกฝ่ายหรี่ลงข้างหนึ่ง “ไม่มีฮีโร่คนไหนปกติหรอกไอ้หนู อีกอย่างใครบอกว่าฉันเป็นฮีโร่”

“แล้วคุณเป็นใคร”

เดดพูลเหมือนนิ่งคิดไปพักนึง ก่อนยักไหล่ “ก็แค่คนที่ปลื้มสไปดี้เอามาก ๆ คนนึงน่ะ และก็รู้ว่าเรื่องแบบนี้เก็บเอาไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร”

ปีเตอร์มองตาสีขาวที่กำลังจ้องตรงมาที่เขา อยู่ ๆ บรรยากาศก็ดูจริงจังขึ้น เดดพูลกดเสียงลงต่ำในประโยคถัดมา

“จะบอกอะไรให้นะ ฟังให้ดี…..ความรักไม่ใช่ความลับถ้าอยากจะรักทำไมต้องปิด” ก่อนจะปรับเป็นเสียงแหลมเล็ก และใส่ทำนอง “อ๊ะอ๊ะอ๊ะอา อ๊ะอ๊ะอ๊ะอา ไปแล้วนะจ๊ะ บาย”

และเดดพูลก็จากไปอย่างรวดเร็ว

ปีเตอร์ได้แต่ยืนอึ้งให้กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น ก่อนจะเดินกลับบ้านต่ออย่างมึนงง

“อะไรของเขากันนะ แปลกชะมัด” 

แต่ก็มีรอยยิ้มประดับบนริมฝีปาก

=====

วันรุ่งขึ้นปีเตอร์ตัดสินใจบอกชอบลิซ และชวนเธอไปงานคืนสู่เหย้า

=====

เมื่อทุกอย่างผ่านพ้นไปด้วยดี คุณสตาร์คยอมรับในตัวเขา และปีเตอร์ได้ชุดคืน

เขาเปลี่ยนเป็นชุดสไปเดอร์แมนหลังเลิกเรียนเช่นเคย

ขณะนั่งกินฮอทดอกอยู่บนดาดฟ้าตึก เฝ้ามองผู้คนที่อยู่กันอย่างปกติสุขด้านล่าง ปีเตอร์ก็รู้สึกถึงคนมาสะกิดที่ด้านหลัง

เขาไม่ต้องหันไปมองก็รู้ว่าใคร

.

.

.

จบ.
……………….

– เกิดจากการดู hoco แล้วก็คิดว่าถ้าเดดพูลโผล่มาจะเป็นยังไงน้า

– ถ้าเวดรู้อายุสไปดี้คงต้องกรี๊ด สงสารอะเลยไม่กล้าเขียนเยอะ5555

– คอมเมนต์ได้นะคะ

Advertisements

[GotG fic] Our Home Burnt Down But At Least We Are In This Together (Kraglin&Peter)

English fanfiction

Warning : GotG vol.2 SPOILERS!!
.

Our Home Burnt Down But At Least We Are In This Together
Kraglin Obfonteri & Peter Quill + mentioned of Yondu/Kraglin
Gardians of the Galaxy

– Kraglin wants to leave. Peter won’t let him.

.

.

Kraglin has never been soft on Peter. Despite what people might think that he and Yondu both care for the boy, he swears it was Yondu. Only Yondu. The boy has proved himself enough times to be too much of the pain in the ass ever since day one for Kraglin to find him adorable, unlike the certain blue Centaurian.

   

Most of Ego’s kids they took from their home planet fought back on instinct, some too afraid to do anything but cried their eyes out. But there was no other like Quill, who managed to look terrified and pissed off at the same time. He cried and kicked and bit and wouldn’t stop until he ran out of energy. And his energy on the first day was like he’d been charged with Anulax Battery. Eventhough he was among the smallest kids they ever took, Quill managed to put one Ravager’s ass on the ground and took them two hours just to put the translator implant on him.

   

At first Peter was just a cargo, something they were paid to deliver, so Kraglin never got it why the Terran brat was so big a deal to the cap’n. When the delivery date never came because Yondu found out what Ego did to those kids and was upset about it, instead of returning the boy to his home or selling him to someone else or putting him on the menu Yondu just announced that he would keep the brat despite the crew’s objection, including his. Since that day Kraglin knew they were screwed.

   

(Because later Starkar eventually found out that the Eclector had a child on board and lead to the investigation of what Yondu did with the child that lead to Yondu’s exile years later which lead to Taserface’s munity and execution of half the crew then lead to most of the Eclector being destroyed along with all the remaining crew. So yeah they were completely screwed.)

   

Yondu was the only one who got soft, though he wouldn’t admit it until the last minute of his life. The other Ravagers just took care of Quill because it was Yondu’s order, and his orders usually had a promise of a certain arrow if not strictly followed.

   

Kraglin may be the one who took extra care of him more than anyone else at the time. That was only because he knew Yondu would go mad if anything happened to the boy and definitely not because he’d gone soft.

   

Must not go soft on Quill is what he’s been telling himself. Because, as the first mate, he needs to be the rational voice for his captain when the captain needs it the most. So he better not let any sentiment get over him for the sake of Yondu.

   

For decades he’s helped raise Quill and kept him alive from his own stupidness more times than he can count. And look at that ungrateful little shit who has to be what most sons be to their daddies, the pain in their asses.

   

Kraglin has never been soft on Peter, not then and still not now. Especially not after Yondu has died because who the cap’n had to sacrifice himself for if not that bastard. He used to tell Yondu many times that Quill would be the death of him. Well, he didn’t mean it literally.

   

It might sounds like he blames Peter for Yondu’s death. Technically, it was not entirely Quill’s fault since it was all Yondu’s choice to make. But he just can’t help himself.

   

Now he has no way to go except for this ship which is the only remaining quadrant of the Eclector, which now also be home of Quill and friends. He also has no friends, no job and no captain to serve. He will definitely not join the Guardians because after all he is still and will only be a Ravager and saving the galaxy definitely not in his resume. If Peter’s gonna stay in this ship and make Kraglin call him captain he sure as hell isn’t ready.

   

So practically he just walks around taking care of the ship with Rocket, who is the only one he feels comfortable with just enough to talk to, and tries to avoid having a conversation with Quill without making it obvious that he is avoiding him.

    

He tries to practice controlling the yaka arrow because he thinks it’ll be an honour to Yondu somehow, eventhough it’s hard to whistle without thinking of Yondu’s death. Then after the incident with Drax he realizes it is a stupid idea and just gives up. He keeps the arrow and the prototype fin in a box under his bunk because it’s hurt just to look at them.

    

He also tries to adjust his life without Yondu, tries to wake up and not check up on the data pad first thing in the morning to update the ship status only to realize there’s no blue cap’n waiting for his report, tries not to look for the certain blue face whenever he gets on the bridge to place himself at his right side and tries not to show how uncomfortable he is when Quill orders him around like he is the captain of this ship.

    

He’s doing well about avoiding Quill so far. They’ve barely talked since the funeral. So when late at one night cycle when everyone should be sleeping, he sits drinking alone in one corner by the window overlooking the deep space and thousand yellow stars, Quill’s voice startles him.

   

“Is it true that you’ll leave?”

   

Aw hell, he’s been thinking about leaving the group for a couple of days now but he never plans to tell Peter anytime soon. He might slipped about this with the Rat when they drank together last night, didn’t he? Dammit.

   

He puts the glass down and turns to face him. Peter’s standing against the wall of the entry way and this section area is dimmed so he cannot see his face.

   

“I may or may not leave. Haven’t decided yet.”

   

“You asked Rocket when will we have the next planetside job and ask him to build something like an invisible cloak for helping you sneak out without me noticing.”

   

“What!?” He must be way too drunk than he remember last night because that sounds so stupid even for his standard. “I don’t need no invisible flarking cloak or nothing to sneak out, goddammit.”

   

“So you really gonna leave.” Peter’s voice sounds hurtful.

   

“I said I haven’t decided yet,” he repeats himself. “It’s late you should go to sleep.” He waves his hand indicate that he doesn’t want his company right now.

    

But the kid is nothing if not stubborn.

   

“Why are you avoiding me?”

   

Kraglin should’ve known that hiding anything from Quill is almost impossible from the life time experiences he’s lived with him. The memory of the first time Quill found out about him and Yondu still traumatizes him. He sighs and gets up from where he’s sitting by the window.

   

“I’m not avoiding you. And if ya won’t go to sleep it’s okay, I’m not your dad, but I will.” As he walks past him on the way out, Peter steps up and grabs his hand and Kraglin just does what his instinct tells him to do. He slams Quill face first against the wall with too much force than he intends to.

   

“Fuck! Krag, that’s hurt!”

   

“You shouldn’t did that,” he says but immediately lets go of him. “What the hell, Quill, you never get hurt so easily.”

    

“Just lost the stupid immortal thing I never knew I had from Ego.” Peter seems frustrated. “If I knew before that being human is this weak I’d have accepted Ego’s offer.”

    

The silent falls between them. Kraglin tries not to let the anger show though. So he just turns to walk away.

   

“Wait Kraglin! You know it’s just a joke right?”

   

“Of course it is,” that’s all he can say. He knows it’s a joke but such a shitty one. The last thing he wants right now is someone joking about Quill’s heritage or anything around that event, especially that someone is Quill himself. He doesn’t want to fucking break down in front of the brat. But Peter just doesn’t let him go so easily.

    

“Please don’t leave me,” Quill says and that’s it. Because how dares he.

    

“What did you say?” He hisses. “You are the one who left, Pete. Don’t ya tell me to stay because you are the one who never want to stay.”

   

He wants to say so much more, something like you are the one who made Yondu miserable because you are the one who betrayed him and you are the one who left him and now you are the one who made him die and…

     

“I already lost Yondu. I can’t lose you too.”

   

Peter’s looking directly at him and they’re close enough for him to notice tears running down his face. Fuck.

    

“Why now? You always don’t want us around.”

   

“Because now I realize that you are my family, Kraglin.”

   

Never gone soft to Quill. He’s been telling himself that for twenty-fucking-four years. And here he is. Feeling like he’s been sitting in Yondu’s heart, which he sometime wish he could.

    

The fact that Kraglin grew up without his parents and never had a family until Yondu took him in and let him be a Ravager. And the fact that the only family he’s ever had now all gone.

   

Left only this stupid brat, who’s now standing in front of him begging him to stay with the same stupid face he once used when Kraglin almost died, it was a pure miracle that he survived, lying on a bunk in med bay of the Eclector over ten years ago.

    

He almost hears Yondu mutter ‘fucking sentiment’ to him and he almost wants to laugh.

   

There’s no old captain for him to protect anymore. No blue Centaurian wannabe-lowkey-daddy-don’t-you-fucking-tell-no-one-Kraglin for him to pretend for. There’s only this big pink Terran left as a family.

   

But it’s his family.

    

Finally, Kraglin sighs and turns to go sitting at his spot by the window. Yellow stars still out there blinking at him and suddenly he doesn’t feel so lonely anymore.

    

“If you still don’t wanna sleep, Pete, you can join me.” He pats the floor next to him and the next second the brat’s head already in his lap. Damn, the boy just never grows up.

  

“I think I’m a little bit sleepy already.” He yawns and stretches his arms and Kraglin can’t help but thinks about the first time Peter slept like this, head in his lap and just finished crying.

    

“Damn, your head ain’t as small as it used to be. If I can’t walk tomorrow it’s all on you.”

    

Quill is already asleep. But Kraglin still has half a bottle of Xandarian beer to finish.

   

He watches the rise and fall of his chest as he sleeps. Can’t help but thinks that Peter really turned out fine.

    

“Yeah I think I’ll stay,” says Kraglin when he finishes his last sip.

.

.

.

.

.

……………………………….

– อ่านแล้วคอมเม้นต์ติชมแก้ไขให้ได้นะคะ

 

[GotG fic] What’s Always There (Yondu&Peter)

What’s Always There
Peter Quill & Yondu Udonta

Guardians of the Galaxy vol.2 SPOILER!!!

– เป็นเรื่องเล่าเล็กๆน้อยๆของปีเตอร์ที่มาอยู่กับยอนดู(และแครกลิน)ตั้งแต่เด็กจนโต ความสัมพันธ์แบบพ่อลูกล้วนๆ 

  

 .
เมื่อยังเป็นเด็กปีเตอร์มักฝันร้าย มันเป็นสิ่งที่เข้าใจได้เมื่อเด็กอายุเพียง 8 ขวบต้องเห็นแม่ตัวเองตายต่อหน้าต่อตา อีกสองนาทีถัดมาโดนลักพาตัวจากมนุษย์ต่างดาว แถมยังถูกขู่กินอยู่ทุกวี่ทุกวัน

 

เมื่อปีเตอร์ขึ้นมาอาศัยบนยานราเวเจอร์ในตอนแรกๆ เขาถูกจัดให้นอนในมุมหนึ่งของโถงนอนร่วมกับลูกเรืออีกหลายคน ด้วยความที่ยังเด็ก ไม่คุ้นกับมนุษย์ต่างดาว โดยเฉพาะมนุษย์ต่างดาวโจรสลัดในยานของยอนดูที่ทั้งดิบเถื่อนและหน้าตาไม่เป็นมิตร เด็กชายปีเตอร์คิดถึงบ้านและฝันร้ายทุกคืน มิกซ์เพลงของแม่ที่เขาเปิดฟังทุกคืนไม่สามารถช่วยอะไรได้ ภาพในฝันผสมผสานกันทั้งภาพแม่ที่นอนซีดบนเตียงและภาพมนุษย์ต่างดาวหน้าตาน่ากลัวรุมกินเขา ปีเตอร์สะดุ้งตื่นกรีดร้องและนอนร้องไห้กลางดึกทุกวัน จนพวกที่นอนอยู่กับเขาทนไม่ไหว ยื่นคำขาดกับกัปตันกลางดึกคืนหนึ่งว่า ถ้าไอ้เด็กเทอรันนี่ไม่หุบปากตอนนอน พวกเขาจะโยนมันทิ้งอวกาศ

  

ยอนดูไม่มีทางเลือก และไม่อยากทำปัญหาของไอ้ตัวเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ เขาตัดสินใจเตะตูดเจ้าตัวปัญหาที่คราบน้ำตายังเต็มหน้าให้เข้าไปนอนบนพื้นมุมหนึ่งในห้องนอนของเขา โยนหมอนให้ใบนึง และขู่ว่าถ้าไม่นอนจะจับกิน ซึ่งนั่นไม่ได้ช่วยลดฝันร้ายและช่วยให้ปีเตอร์นอนหลับง่ายลงเลย

  

แต่เมื่อเวลาผ่านไปปีเตอร์ก็เริ่มคุ้นกับพวกราเวเจอร์มากขึ้นและคิดถึงบ้านน้อยลง บนยานนี้มีอะไรแปลกใหม่ให้ทำมากมาย และแผนผังยานก็เป็นเหมือนสวรรค์แห่งการเล่นเกมซ่อนหา ตัวเล็กเข้าที่แคบง่ายเหมาะกับการขโมย ปีเตอร์แสดงศักยภาพนี้ได้เต็มเปี่ยมสมสโลแกนที่ยอนดูชอบพูดเวลาพวกลูกเรือถามว่าจะเก็บเขาไว้ทำไม ตอนนั้นปีเตอร์ยังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อแท้ๆ ของตน เขาจึงคิดแค่ว่าตัวเลือกที่สองรองจากการเก็บเขาไว้ใช้งานคือการจับเขากิน เพราะฉะนั้นปีเตอร์จึงหาที่ซ่อนยังไงก็ได้ให้ตนรอดพ้นจากการโดนจับกินเมื่อเวลานั้นมาถึง

  

ยอนดูเองก็เรียนรู้อะไรหลายอย่างในเวลาเดือนแรกๆ เช่นกัน เขาพบว่าการขู่จะจับไอ้เด็กนี่กินทำให้เขาควบคุมเด็กคนนี้ได้ง่ายขึ้นนิดหน่อย ในขณะเดียวกันการเข้าไปช่วยปีเตอร์จากลูกน้องที่จ้องจะกินมัน จริงๆ นั้นก็ทำให้มันเชื่อใจเขามากขึ้นนิดหน่อยเช่นกัน ดูจากระยะหลังๆ ที่มันชอบวิ่งมาหลบในเสื้อโค้ทเขาบ่อยๆ

  

แต่การขู่จะจับกินไม่ได้ช่วยแก้ได้ทุกปัญหาของไอ้ตัวเจ้าปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งมันไม่ช่วยให้ปีเตอร์หายป่วยและลุกจากเตียงมาทำงาน ไม่ว่าจะกี่ครั้งที่ยอนดูเดินเข้ามาเช็คเด็กป่วยที่นอนซมบนเตียงและขู่ว่าจะจับกินถ้าปีเตอร์ยังไม่ยอมลุกขึ้นอีกในครั้งต่อไปที่เขาเข้ามาดู

  

แครกลินมองสภาพเด็กป่วยสลับกับมองการกระทำของยอนดูอย่างเหลืออด ก่อนที่การขู่ไร้ประโยชน์จะเกิดขึ้นเป็นครั้งที่ห้าในรอบสองชั่วโมง ต้นเรือหนุ่มจึงเดินเข้าไปบ่นใส่หน้ากัปตันของตนอย่างไม่เกรงกลัวโดนด่า ก่อนจะจบที่ยอนดูตะโกนสั่งให้เขาป้อนข้าวป้อนยาให้เด็กป่วยเจ้าปัญหา ปีเตอร์รอดตายมาได้ในวันนั้นเพราะแครกลินล้วนๆ และคืนนั้นเขาฝันดีเป็นครั้งแรก

 

‘เชื่อใจ’ คือคำที่ยอนดูใช้ แต่ไม่ใช่ปีเตอร์ เขายังคงไม่คิดว่ายอนดูจะเป็นอะไรมากไปกว่าคนที่ลักพาตัวเขามาจากโลก ไม่ว่ากี่คืนที่เขานอนอยู่ห้องเดียวกับยอนดู(แต่คนละฟากฝนัง) ไม่ว่ากี่ครั้งที่ยอนดูช่วยชีวิตเขาจากการถูกรุมทึ้ง ปีเตอร์ยังคงไม่เชื่อใจยอนดู แต่กับแครกลินนั้นตรงกันข้าม เขาอาจจะยอมรับกับคนอื่น(ถ้ามีคนถาม)ว่าแครกลินเป็นเหมือนพี่ชายของเขา ถึงแม้ว่ายิ่งผ่านไปนานเข้าในใจลึกๆ จะมีคำว่า แม่ โผล่ขึ้นมาแบบงงๆ ก็ตาม

  

ปีเตอร์ใช้เวลาส่วนใหญ่แต่ละวันอยู่กับแครกลิน ยอนดูก็เห็นดีเห็นงามที่เขาใช้เวลาไปกับต้นเรือของตน เพราะกัปตันไม่มีเวลาจะมาโอ๋เด็กตลอดเวลา และแครกลินเป็นคนเดียวที่เขาเชื่อใจพอที่จะฝากปีเตอร์ไว้ได้ อีกทั้งปีเตอร์จะได้เรียนรู้และช่วยงานคนในยานได้ 

  

ความจริงเด็กชายรู้ดีว่ายอนดูก็แค่ดีใจที่จะได้หมดตัวเกะกะอย่างเขาไปได้ ปีเตอร์สามารถเดินตามแครกลินไปทุกที่ในยานได้โดยที่ไม่มีปัญหากับลูกเรือคนอื่น แม้แต่ตอนไปซ่อมเครื่องยนต์ที่ห้องเครื่อง ถึงแม้แครกลินจะปฏิเสธในตอนแรก แต่พอเจอลูกอ้อนของเขาเข้าให้หน่อยก็เสร็จ แต่ถ้าใครไปถามแครกลินว่าทำไมถึงยอมให้เด็กแปดขวบลงไปเล่นในห้องเครื่อง ต้นเรือหนุ่มจะตอบว่านี่เป็นวิธีเดียวที่ทำให้ไอ้เด็กนี่หุบปาก

  

เมื่อพวกเขาต้องแวะลงบนดาวเคราะห์ด้วยเหตุผลทั่วไป เช่น ขายของ ซื้อของ หรือเติมน้ำมัน ปีเตอร์จะถูกสั่งให้อยู่ข้างยอนดูตลอดเวลาเสมอ ถึงแม้ยอนดูจะทำท่ารำคาญแต่เขาก็ไม่เคยปล่อยให้ปีเตอร์ห่างจากเขาเกินกว่า 3 ฟุต แต่เมื่อใดก็ตามที่มีภารกิจ ปีเตอร์ไม่เคยได้ออกจากยาน

   

​เมื่อถึงเวลาที่ปีเตอร์จะจับอาวุธ ยอนดูดึงดันจะเป็นคนสอนเขาเอง เหตุผลที่เขาบอกคนอื่นก็คือ ถ้าปีเตอร์เกิดแว้งกัดหันปืนเข้าใส่ เขาจะได้เป็นคนฆ่าไอ้เด็กเวงนี่เองให้สาแก่ใจ แต่ความจริงในใจไม่มีใครรู้นอกจากยอนดู ว่าแท้จริงแล้วเขาไม่อยากพลาดโอกาสที่จะได้สอนปีเตอร์ให้เติบโตขึ้นอีกขั้นด้วยมือเขาเอง

  

ความไว้ใจของปีเตอร์เกิดขึ้นในวันนี้ วันที่ยอนดูอนุญาตให้เขาถือปืน รอยยิ้มของอาจารย์ตัวฟ้าตอนที่เขายิงเข้าเป้าเป็นครั้งแรกนั้นเป็นสิ่งที่เขาจะไม่มีวันลืม

  

หลังจากนั้นปีเตอร์ก็ได้รับอนุญาตให้ไปทำภารกิจกับราเวเจอร์ ใช้คำว่าภารกิจก็ดูยิ่งใหญ่เกินไปเมื่อความจริงสิ่งที่พวกเขาทำคือขโมยของ ปีเตอร์มีดีที่ตัวเล็กสามารถมุดเข้าที่ที่คนอื่นเข้าไม่ได้จึงทำประโยชน์ให้กลุ่มได้ไม่น้อย พวกลูกเรือเมื่อเห็นประโยชน์ของปีเตอร์ก็ขู่จะกินเขาน้อยลงหน่อย

  

เมื่อเวลาผ่านไปไอ้ตัวเล็กก็เริ่มไม่เล็กอีกต่อไป ปีเตอร์ไม่รู้ตัวว่าตนสูงพรวดขึ้นมาเกือบ 10 นิ้วในสามปี และเมื่อรู้ตัวอีกทีเขาสูงกว่ายอนดูไปแล้ว 3 นิ้ว แต่สำหรับยอนดู เขาสังเกตทุกครั้งที่ปีเตอร์สูงขึ้น และถึงแม้จะทำท่าหงุดหงิดที่อีกฝ่ายสูงเท่าเขาตอนอายุแค่ 16 แต่ยอนดูก็แอบมองปีเตอร์ด้วยสายตาภูมิใจทุกครั้งที่ได้ยืนข้างกัน

    

ความสูงและอายุที่เพิ่มขึ้นแปรผันตรงกับการกล้าเถียงคำไม่ตกฟากของปีเตอร์ หลายครั้งเขาใช้ความสูงที่เป็นต่อให้เป็นประโยชน์  แต่เสียงผิวปากกับลูกศรสีแดงก็ดูจะใช้ปราบไอ้ตัวแสบได้ดีอย่างเสมอต้นเสมอปลาย ในขณะที่การขู่จับกินก็ได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ

   

วันเกิดอายุ 18 นั้นปีเตอร์ได้ยาน M-ship เป็นของตัวเอง ถึงเขาจะดีใจแทบตาย แต่หน้าตายานก็เหมือนของราเวเจอร์คนอื่นๆ เขาอยากให้มันพิเศษ เขาจึงตั้งชื่อให้มัน ยานมิลาโน่เป็นของรักของหวงของเขาตั้งแต่นั้น เกือบจะเท่าๆ โซนี่วอล์คแมนกับเทปเพลงของแม่ และปืนเอเลเมนต์กันที่เขาแอบหยิบมาเป็นของตัวเองระหว่างทำภารกิจหนึ่ง

  

เมื่อมียานส่วนตัวปีเตอร์ก็แอบหนีออกไปเดินเล่นบนดาวบ่อยๆ มีครั้งหนึ่งที่ปีเตอร์กลับขึ้นมาด้วยสภาพที่มีส้อมปักคาอก และเสื้อไม่ได้ใส่ ยอนดูเห็นสภาพเขาแว่บแรกก็ชี้หน้าหัวเราะเยาะเขาเสียยกใหญ่ ปีเตอร์ที่เตรียมรับมือการโดนด่ามาเจอปฏิกิริยานี้จากยอนดูทำเขาหงุดหงิดไม่น้อย เขาคว่ำปากใส่กัปตันทีนึงก่อนกระทืบเท้าเข้าห้องพักของตัวเองไป แล้วขังตัวเองอยู่ในนั้นไม่แม้แต่จะออกมากินข้าว

  

คืนนั้นแครกลินมาหาปีเตอร์ในห้อง ทำท่ากระอักกระอ่วนเล็กน้อยเหมือนไม่อยากพูดแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ปีเตอร์คิดว่าเขาต้องแพ้พนันยอนดูเลยต้องเป็นฝ่ายมาแน่ๆ ก่อนที่ปีเตอร์จะเริ่มปากหมาแซวใส่ แครกลินก็พูดขึ้นมาถึงเรื่องเพศศึกษาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว ทั้งเรื่องวิธีการป้องกัน สายพันธุ์แบบไหนไปยุ่งได้ แบบไหนไม่ควรแตะเพราะเข้ากันไม่ได้กับร่างกายชาวเทอรัน โรคใดบ้างอาจติดมาถ้าปีเตอร์ไม่ระวัง ก่อนจะโยนกล่องสีเหลี่ยมเล็กๆ ใส่มือและให้ปีเตอร์สัญญาว่าจะใช้ มัน ทุกครั้งที่ทำได้ ปีเตอร์พยักหน้ารับ ทั้งๆ ที่สองตายังเบิกกว้าง ปากยังอ้าค้าง และใบหน้าแดงก่ำ
   

อย่าถามว่าปีเตอร์จำเลคเชอร์คืนนั้นได้มากแค่ไหน เอาเป็นว่าเขาพกกล่องนั้นไปด้วยทุกที่ และเมื่อปีเตอร์แอบออกไปอีกในอาทิตย์ถัดไป ยอนดูที่ยืนมองยานมิลาโน่พุ่งเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดาวใกล้ๆ นั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ

   

เมื่อปีเตอร์โตเป็นชายหนุ่ม เขาเริ่มใช้ชีวิตคนเดียวในมิลาโน่หรือไม่ก็บนพื้นดาวครั้งละหลายๆ วัน บางครั้งยอนดูก็สั่งภารกิจเดี่ยวให้ปีเตอร์แค่เพียงเพื่อหวังให้เขากลับบ้านเมื่อเสร็จภารกิจ และทุกครั้งที่ยานมิลาโน่เทียบท่าบนยาน Eclector ยอนดูก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโล่งใจ

   

เมื่อปีเตอร์ตัดสินใจออกจากกลุ่มและไปรวมกลุ่มใหม่กับเพื่อน ผู้พิทักษ์แห่งจักรวาล หลังจากเสร็จภารกิจรักษาลูกออร์บ ยอนดูก็ได้แต่มองตุ๊กตาโทรลตัวเล็กตัวนั้นทุกครั้งที่เขาคิดถึงลูก

  
มีครั้งหนึ่งที่กลุ่มราเวเจอร์ของยอนดูต้องลงไปส่งของให้ผู้ว่าจ้าง ระหว่างที่พวกเขาเดินเที่ยวเตร่อยู่ในตลาด ยอนดูก็เจอเข้ากับร้านขายอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคที่สภาพดีกว่าขยะ คนขายโฆษณาว่ามันคือเครื่องเล่นเพลงรุ่นใหม่จากดาวเทอร่า ซูน บรรจุได้ถึง 300 เพลงในเครื่องเล็กๆ นั่น ไม่ต้องสงสัยว่ายอนดูนึกถึงใครเป็นคนแรก เทปเพลงของปีเตอร์จุได้แค่สิบกว่าเพลง แค่นึกถึงหน้าไอ้หนูของเขายามที่ได้เห็นเจ้าเครื่องนี่ก็ทำให้ยอนดูเผลอยิ้ม เขาควักเงินซื้อมันมาแบบไม่ต่อราคา ทันทีที่ปีเตอร์กลับบ้านเขาจะได้ของขวัญที่ทำให้มันอ้าปากค้างอีกครั้งในรอบสิบปี และยอนดูจะไม่มีทางยอมรับว่าเขารอคอยวันนั้น

  

ในที่สุดวันที่ยอนดูไม่อยากให้เกิดก็มาถึง อีโก้เจอปีเตอร์จนได้ ตลอดสิบๆ ปีที่เขาเสียเวลาเสียเงินเสียข้าวเสียน้ำเลี้ยงมันจนเติบใหญ่ เขาจะปล่อยให้มันเดินเข้าไปตายได้ยังไง ยอนดูไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยเมื่อเขารับชุดอวกาศและเสื้อไอพ่นที่เหลืออย่างละหนึ่งชุดจากเจ้าหนูนาและพุ่งตัวไปดึงปีเตอร์ขึ้นมาจากแรงระเบิด ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เขาลอยอยู่ด้วยกันสองคนกับปีเตอร์บนอวกาศ ได้มองไอ้หนูของเขาที่ยังมีชีวิต และกำลังอ้อนวอนไม่ให้เขาตาย เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของยอนดู 

   

ปัจจุบัน เวลาผ่านไปเกือบ 30 ปีจากวันที่ปีเตอร์ขึ้นยานราเวเจอร์ของยอนดูครั้งแรก เขากลับมาฝันร้ายและสะดุ้งตื่นกลางดึกพร้อมเหงื่อโซมกายอีกครั้ง ภาพที่เห็นในฝันแทบไม่ต่างจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ยังติดตาตอกย้ำ สดใหม่ราวกับเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้ ทุกครั้งปีเตอร์หวังอยากให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงแค่ฝัน แต่เสียงเพลงที่ดังออกมาจากหูฟังที่ต่ออยู่กับซูนนั้นก็ย้ำเตือนได้ดีถึงการสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตสองอย่างในวันเดียว : เพลงของแม่ และพ่อของเขา

  

.
Fin.

…………

– ทำไมคะเจมส์กันน์ ทำไมมมม 😭😭😭😭 

– ไม่ได้เขียนฟิคมานานมากจนลืมวิธีเขียนแล้วค่ะ 

– แอบมาอีดิทการสะกดชื่อเครกลิน–>แครกลิน 

– รีไรท์นิดหน่อยเพิ่มลดบางส่วนค่ะ เพิ่มมาอีกช็อตด้วยลืมเขียนถึงแง

– ความจริงควรจะเป็น ยอนดู&ปีเตอร์&แครกลิน หรือเปล่านะ5555

– อ่านแล้วคอมเม้นต์ติชมหรือมาคุยกันได้น้า 

[fic FB] Been There but Never (Gradence)

Been There but Never

Percival Graves / Credence Barebone

*post-movie เหตุการณ์หลังหนังจบ*

*มีความ angst และดราม่า*

  

.

ครีเดนซ์ชอบสายลม ชอบสัมผัสของสายลมอ่อนเวลาปะทะร่างให้ความรู้สึกเหมือนได้ถูกโอบกอดอย่างแผ่วเบาด้วยอ้อมแขนที่มองไม่เห็น

โดยเฉพาะสายลมเย็นยามที่พัดผ่านซอกตึกในตรอกเล็กแคบขณะที่คุณเกรฟส์กำลังเดินตรงมาหาเขา

หรือสายลมอุ่นวาบจากเวทมนตร์ที่พัดวูบมาขณะที่คุณเกรฟส์หายตัวมาปรากฏตรงหน้า

และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่คุณเกรฟส์ขยับตัวเข้ามาใกล้ สายลมที่พัดผ่านตัวคุณเกรฟส์และหอบเอากลิ่นหอมจากตัวเขาให้อบอวล

ครีเดนซ์ชอบสายลม และเมื่อเขาได้เป็นสายลมเสียเองเขาพบว่าเขายิ่งชอบ

การได้เดินทางไปที่ไหนก็ได้ เวลาไหนก็ได้ ในรูปแบบออบสคูเรียล โดยที่ผู้คนไม่สังเกตเห็น ครีเดนซ์พบว่ามันกลายเป็นเหมือนพรจากสวรรค์ ไม่มีใครเห็นเขานั่นคือไม่มีสายตาดูถูกดูแคลนและสมเพชเวทนาจากคนอื่นอีกต่อไป

เขาเป็นอิสระ

หลังจากเหตุการณ์ที่สถานีรถไฟใต้ดิน ครีเดนซ์พยายามเรียนรู้ที่จะควบคุมออบสคูรัสในกายของเขา เมื่อไม่มีอารมณ์อันรุนแรงเข้ามาการควบคุมก็เริ่มง่ายขึ้น

ความโกรธแค้นผิดหวังจากคุณเกรฟส์ที่เคยมีบัดนี้หายไปแล้วเมื่อความจริงเปิดเผยว่าคนที่พูดจาทำร้ายจิตใจเขาคนนั้นไม่ใช่คุณเกรฟส์

คุณเกรฟส์ที่เขารู้จักจะไม่มีวันพูดจาตัดทอนเยื่อใยทำเหมือนเขาไร้ค่าแบบนั้น

คุณเกรฟส์ที่เขารู้จักผู้เคยมอบแต่สัมผัสอ่อนโยนจะไม่มีวันทุบตีเขา

คุณเกรฟส์ที่เขารู้จัก…

เขารู้จักคุณเกรฟส์…..ใช่ไหม

ความคิดที่ว่าคุณเกรฟส์ตัวจริงอาจอยู่ที่ไหนสักแห่งทำให้ครีเดนซ์พยายามที่จะใช้พลังของเขา ซึ่งเขาไม่มีความรู้ด้านพลังเวทมนตร์ใดเลยนอกจากความรู้สึกอยากเจอคุณเกรฟส์ที่อัดแน่นอยู่ในจิตใจ

เขาเป็นห่วงคุณเกรฟส์แทบบ้าจนอยากเห็นว่าเขายังปลอดภัยดี และอยากตามหาให้พบ อีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อทำให้แน่ใจว่าคุณเกรฟส์ที่เขารู้จักใช่คุณเกรฟส์จริงๆ

ความอยากเจออย่างหนักหน่วงนั้นเองทำให้ครีเดนซ์ผู้มีพลังวิเศษในตัวในรูปร่างสายลมสีดำเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปในทิศทางตามความรู้สึก ห่างออกไปจากเมือง ลงลึกไปใต้ผืนดิน

จนเมื่อครีเดนซ์รู้สึกตัวอีกที ตรงหน้าก็มีชายหนุ่มวัยกลางคนใบหน้าซูบเซียวนอนสลบอยู่ภายในห้องเล็กแคบ ชุดสูทที่เคยเนี้ยบดูดีกลับมอมแมม เหมือนคนตรงหน้าผ่านการต่อสู้อย่างแสนสาหัสมาก่อน

สายลมสีดำค่อยๆ รวมตัวกันกลายเป็นร่างของเด็กหนุ่มนั่งคุกเข่าอยู่เคียงข้างร่างที่หลับใหล

“ค..คุณเกรฟส์” เขาลองเรียกชื่อ แต่คนที่นอนอยู่ก็ยังไม่ฟื้น หลังจากเรียกหลายครั้ง ครีเดนซ์ตัดสินใจเอื้อมมือไปเขย่าตัว ไม่บ่อยนักที่ครีเดนซ์จะเป็นฝ่ายสัมผัสตัวคุณเกรฟส์ก่อน

มันได้ผล เมื่อคนหลับใหลเริ่มขยับตัว และเปลือกตาที่เคยปิดก็เปิดออกในที่สุด ครีเดนซ์ถอนหายใจเสียงดังอย่างโล่งอก เพอร์ซิวาล เกรฟส์ชะงักและดวงตาคู่นั้นตวัดมาจับจ้องใบหน้าครีเดนซ์แทบจะทันที

ความตึงเครียดในสายตาคู่นั้นแปรเปลี่ยนเป็นความสงสัย เขาขมวดคิ้วน้อยๆ ก่อนเสียงแหบพร่าที่เหมือนคนขาดน้ำจะเอ่ย “เธอ…มาทำอะ…ไร….”

เขาพูดได้เท่านั้นก็สลบไปอีก ครีเดนซ์รีบเขย่าตัวเขาพร้อมเรียกชื่อซ้ำไปซ้ำมา แต่ไม่ว่าจะเขย่าแรงมากขึ้นเท่าไรเขาก็ไม่มีทีท่าจะตื่น

คุณเกรฟส์ยังไม่ตาย แต่เขาก็ไม่ยอมฟื้น ความกลัวที่เกิดในใจครีเดนซ์มีมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขาทำอะไรไม่ถูก และเริ่มแพนิค กลัวว่าคุณเกรฟส์จะตาย เขากลัวเหลือเกิน

ครีเดนซ์ปล่อยให้พลังในกายเข้าครอบงำอีกครั้ง สายลมสีดำที่เคยเหลือเป็นกลุ่มเล็กจากการโดนมือปราบมารทำลายในครั้งนั้นก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเอง แล้วพัดหมุนวนเป็นพายุภายในห้องเล็กนั้น ก่อนจะเข้าไปรวมอยู่รายล้อมรอบตัวชายที่ยังนอนไม่ได้สติ ก่อนจะพัดหอบเอาตัวเขาออกจากสถานที่นั้นไปอย่างรวดเร็ว เหลือไว้แต่เพียงซากปรักหักพังทิ้งไว้เบื้องหลัง

พาดหัวข่าว ‘เพอร์ซิวาล เกรฟส์ตัวจริงยังมีชีวิตอยู่’ เป็นหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ พร้อมรูปเพอร์ซิวาล เกรฟส์นอนอยู่หน้าตึกสภาเวทมนตร์แห่งอเมริกา ซึ่งผนังด้านหน้าถูกระเบิดเป็นซากและกลุ่มควันลอยขึ้นให้เห็นในข่าว

ครีเดนซ์ลอบแอบอ่านหนังสือพิมพ์อย่างพึงพอใจ เนื่องจากเขาเป็นคนทำให้แน่ใจเองว่าคุณเกรฟส์จะต้องถูกช่วยเหลืออย่างรวดเร็วที่สุด และตอนนี้เขากำลังรักษาตัวอยู่ที่แผนกพักฟื้น

เมื่อความมืดแห่งยามราตรีปกคลุม สายลมสีดำเคลื่อนที่อีกครั้งไปตามขอบตึกมุ่งหน้าขึ้นไปชั้นบนสู่แผนกพักฟื้น เข้าสู่ห้องพักส่วนตัวของหัวหน้ามือปราบมารแห่งมาคูซา

ภายในห้องเงียบสนิท ไฟถูกปิดหมดยกเว้นโคมไฟดวงเล็กที่หัวเตียงด้านหนึ่ง ร่างออบสคูเรียลสีดำรวมตัวกลับเป็นเด็กหนุ่มอีกครั้งอย่างเงียบกริบ ครีเดนซ์คุกเข่าลงข้างเตียง

ร่างคุณเกรฟส์ภายใต้แสงสลัวสีส้มยังคงดูอ่อนแรง แต่จังหวะลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอก็ทำให้ครีเดนซ์อุ่นใจขึ้นบ้าง คุณเกรฟส์ตอนนี้ดูเปราะบางเสียจนหัวใจของครีเดนซ์เจ็บปวด

เมื่อเห็นคุณเกรฟส์อยู่ตรงหน้าชัดๆ แบบนี้ สิ่งที่เคยกลัวในใจก็กลับขึ้นมาอีก…นี่คือคุณเกรฟส์จริงใช่ไหม

อีกสิ่งหนึ่งที่แทรกมาปรากฏชัดขึ้นในใจเด็กหนุ่มคือ..เขารักคุณเกรฟส์มากเหลือเกิน…เขาทนไม่ได้ถ้าคุณเกรฟส์จะเป็นอะไรไป

และเขายิ่งทนไม่ได้ถ้าคุณเกรฟส์ไม่มีตัวตน….

แต่คนผู้อยู่ตรงหน้านี้ก็เป็นสิ่งยืนยันว่าคุณเกรฟส์มีอยู่จริง

หยาดน้ำตาค่อยๆ ไหลออกจากดวงตา และไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ความรู้สึกมากมายถั่งโถมจนครีเดนซ์ไม่แน่ใจว่าเขาร้องไห้เพราะอะไร รู้แค่ว่าตรงนี้คือคุณเกรฟส์…คุณเกรฟส์ของเขา

ครีเดนซ์ค่อยๆ เอนหัวไปซบลงบนแผ่นอกนั้น กลิ่นหอมของชายหนุ่มที่เขาคิดถึงลอยมาแตะจมูก เขาหลับตาลงซุกหน้าเข้าไปใกล้มากขึ้น

หากครีเดนซ์อยากจะทำตามใจตัวเองสักครั้ง เวลานี้เขาก็จะขอ…..เด็กหนุ่มค่อยๆ ยกมือข้างหนึ่งของชายผู้เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเขาขึ้นมาวางลงบนหลังคอของตนเอง ปล่อยให้น้ำหนักมือกดทับที่ท้ายทอยอย่างที่เขาปรารถนา

เขาปล่อยตัวเองให้ค้างอยู่ท่านั้นจนน้ำตาหยุดไหล…เขาอยากอยู่อย่างนี้ตลอดไป

จนกระทั่งมือหนาที่เคยวางอยู่เฉยบนท้ายทอยบีบกระชับเข้าหา นิ้วโป้งเริ่มลูบไปมาที่โคนผม ร่างครีเดนซ์สั่นสะท้านจากสัมผัสนั้นทันที ฝ่ามือใหญ่ลากจากท้ายทอยขึ้นมาบนศีรษะ ลูบผมเด็กหนุ่มอย่างอ่อนโยนราวต้องการปลอบประโลม ครีเดนซ์ผ่อนคลายลงเหมือนสัตว์เลี้ยงเชื่องๆ และขยับตัวเข้าชิดมากขึ้นจนปลายจมูกสัมผัสซอกคอของคุณเกรฟส์อย่างไม่ได้ตั้งใจเขาหลับตาแน่นสูดหายใจเข้าลึก

มืออีกข้างของชายหนุ่มยกขึ้นลูบแผ่นหลังเด็กในอ้อมกอด  ก่อนที่จะค่อยๆ ดันตัวครีเดนซ์ออกด้วยแรงที่แสดงถึงคำสั่งอย่างสุภาพ และขยับลุกขึ้นนั่งบนเตียง

ครีเดนซ์ขยับออกมานั่งคุกเข่าข้างเตียงเช่นเดิม ห่อใหล่ลงอย่างเคยชิน ก้มหน้างุด หลุบสายตาลงต่ำ เขาได้ยินเสียงถอนหายใจเบาๆ จากอีกฝ่าย และนึกกังวลทันทีว่าการทำตัวเอาแต่ใจตนเมื่อครู่อาจทำให้คุณเกรฟส์ไม่พอใจ

“นี่…ครีเดนซ์”

เสียงเรียกชื่อด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลทำให้เจ้าของชื่อช้อนสายตาขึ้นมอง คุณเกรฟส์มองเขาด้วยสายตาแบบที่เขาไม่เคยได้รับจากคนตรงหน้ามาก่อน สายตาที่เหมือนกำลังอ่านอะไรบางอย่าง ก่อนที่เขาจะพูดต่ออย่างแผ่วเบาเหมือนพูดกับตัวเอง

“เขาทำอะไรกับเธอบ้างกันนะ”

หัวใจของครีเดนซ์ชาวาบ “ผ..ผม….ไม่เข้าใจ…”

“ไม่เป็นไร…” เกรฟส์กล่าวปลอบเด็กหนุ่มที่กำลังตัวสั่นอีกครั้ง

“ก่อนอื่นต้องขอบคุณเธอก่อนที่ช่วยชีวิตฉัน”

คุณเกรฟส์ยื่นมือขึ้นมา ครีเดนซ์หัวใจเต้นระรัวเพราะเขากำลังจะได้รับสัมผัสจากคุณเกรฟส์อีกครั้ง แต่แทนที่มือนั้นจะมาสัมผัสเขาที่ใบหน้าหรือลำคออย่างที่เขาต้องการ มันกลับหยุดอยู่นิ่ง เหมือนเจ้าของมือต้องการทดสอบอะไรบางอย่าง ก่อนจะวางมือลงบนเตียงตามเดิม

ความคาดหวังนั้นเจ็บปวด ความผิดหวังเจ็บปวดกว่าหลายเท่า

“ก่อนหน้านี้ฉันเฝ้าดูเธอ ครีเดนซ์ และฉันก็คาดเดาไม่ผิด แต่ก่อนที่ฉันจะทันได้เข้าไปหาเธอ…กรินเดลวัลด์ก็มาเสียก่อน…”

ครีเดนซ์ทำอะไรไม่ถูกนอกจากนิ่งอึ้งและรับรู้สิ่งที่คนตรงหน้าพูด หัวใจที่ชาวาบเริ่มเย็นเยียบ

“ฉันไม่รู้ว่าเขาเอาฉันไปทำอะไรกับเธอบ้าง ซึ่งมันก็เป็นความผิดของฉันเอง….ขอโทษนะ”

น้ำเสียงอ่อนโยนแต่กลับกรีดลึกเข้าไปในใจของครีเดนซ์ยิ่งกว่าน้ำเสียงแข็งกระด้างไหนๆ
 
และทุกอย่างก็กระจ่างชัด เมื่อชายตรงหน้ายื่นมือขวามาหาเขา

“ยินดีที่ได้เจอเป็นครั้งแรก…แบบจริงๆ… นะครีเดนซ์”

เหมือนโลกแตกสลายยิ่งกว่าการแตกสลายครั้งไหนๆ

คุณเกรฟส์มีอยู่จริง แต่คุณเกรฟส์ ของเขา ไม่มีอยู่จริง

หัวใจเจ็บปวดจนเขาต้องกำมือไว้แน่น

“พลังในตัวเธอแข็งแกร่งมาก เธอควรเรียนรู้การควบคุมมันให้ถูกวิธี….ให้ฉันสอน”

แต่ครีเดนซ์ไม่อยากจะฟังอะไรอีกแล้ว เขารับรู้เท่าที่เขาต้องการแล้ว

“ไม่…” ครีเดนซ์พึมพำ “ผม…ไม่ต้องการ”

ผมต้องการคุณ

คุณเกรฟส์ขยับตัวเข้ามาหาเขาทันที แต่ครีเดนซ์เร็วกว่า เขาหายตัวเข้าสู่ร่างออบสคูเรียลและออกจากหน้าต่างห้องไปในทันที

ได้ยินเสียงคุณเกรฟส์ไล่หลัง “เดี๋ยว! ครีเดนซ์!”

แต่ครีเดนซ์เจ็บปวดเกินกว่าจะให้อะไรมาหยุดเขาได้อีก เขาตัดสินใจเดินทางออกไปจากที่นี่ ไปที่ไหนก็ได้ให้ห่างไกลจากความทรงจำอันแสนเจ็บปวด

และคนที่เขารัก ผู้ไม่มีตัวตน

.

.

End.

…………….

Talk

– เรารู้จากออฟฟิเชียลว่าเพอร์ซิวาล เกรฟส์ตัวจริงมีอยู่จริง แต่เป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่รู้ และครีเดนซ์ยังอยู่ แต่เดินทางลงเรือไปที่ไหนสักแห่ง เราเลยเอามามโนเป็นฟิคนี้

– ลองคิดว่าถ้าครีเดนซ์หลงรักคุณเกรฟส์มากจนยอมเชื่อว่าคุณเกรฟส์ผู้เคยอ่อนโยนต่อตนมีอยู่จริง แล้วออกตามหา แล้วพบว่าทั้งหมดไม่มีอยู่จริงจะเป็นยังไง

– คุณเกรฟส์ตอนรักษาตัวอยู่นี้อ่านรายงานทั้งหมดเรียบร้อย รู้เรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่าง ยกเว้นเริ่องในตรอกลับๆ แล้วพอมาเห็นครีเดนซ์เป็นแบบนี้เขายิ่งอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น และพร้อมที่จะหาคำตอบ แต่น่าเสียดายที่ครีเดนซ์เจ็บปวดเกินที่จะให้โอกาสตัวเองกับคุณเกรฟส์อีก

– เรามโนว่าคุณเกรฟส์ตัวจริงอาจสนใจครีเดนซ์ตั้งแต่แรกอยู่แล้วกรินเดลวัลด์ก็ใช้โอกาสนี้สวมรอย

– คุณเกรฟส์อาจไปตามหาครีเดนซ์ก็ได้นะ อาจใช้ความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยของเวทมนตร์เป็นเหตุผลในการตามหา แล้วทั้งคู่ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขค่ะ 55555 

– อ่านแล้วคอมเม้นต์พูดคุยกันได้น้า

[Person of Interest] #fictober 03

​Drabble from Person of Interest

AU นิดๆ

.

#fictober 03 

(ดูจากจำนวนที่เขียนแล้วยังกล้าใส่แท็กนี้อีกเนอะ ถถถถถ)

.

.

การเลี้ยงเด็กให้เติบโตอย่างมีคุณภาพต้องสอนให้รู้จักผิดชอบชั่วดี แยกแยะสิ่งที่ถูก สิ่งที่ผิด สิ่งที่ควรทำ ไม่ควรทำ สิ่งที่เหมาะสม และไม่เหมาะสม โดยที่ความเหมาะสมนั้นจะแตกต่างกันไปตามปัจจัยที่หลากหลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมาลงรายละเอียดกันอีกมากมาย

และเมื่อเด็กทำผิดพลาดก็ต้องสอนให้รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาดนั้น

แมชชีนก็ไม่ต่างจากเด็ก ที่ต้องการการอบรมสั่งสอน

แฮโรลด์พบว่ามันไม่ใช่เรื่องยากที่จะสอนให้เจ้าหนูแมชชีนรู้จักแยกแยะสิ่งถูกผิด สีขาวกับดำแยกง่ายเสมอ แต่การสอนให้แมชชีนพิจารณาความเหมาะสมนั้นต่างหากเป็นสิ่งที่แสนยาก ด้วยปัจจัยที่สลับซับซ้อนเบื้องหล้งคำว่าเหมาะสม

ตัวอย่างเช่น ชายที่ถูกภรรยานอกใจทำการสั่งซื้อปืนอาจเป็นเรื่องไม่เหมาะสม แต่ชายที่กำลังถูกแก๊งมาเฟียหมายหัวทำการสั่งซื้อปืนอาจกลายเป็นสิ่งเหมาะสม

หรือเรื่องที่ดูจะซับซ้อนน้อยกว่านั้น เช่น เมื่อสภาพอากาศบอกว่าฝนกำลังตก การไปเดินเล่นในสวนอาจไม่ใช่เรื่องเหมาะสม

เหมือนเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ เมื่อแฮโรลด์เสร็จจากงานในฐานะพนักงานฝ่ายไอทีในบริษัทที่ไม่มีใครรู้ว่าเป็นของเขาเอง และกำลังเดินกลับอพาร์ตเม้นต์ ในมือมีร่มคันโตกางอยู่ สายฝนโปรยปรายและทำท่าจะตกหนักขึ้น ในขณะที่กำลังยืนรอสัญญาณไฟข้ามถนนอยู่นั้นก็มีข้อความถูกส่งเข้ามาในโทรศัทพ์มือถือโดยหมายเลขที่ไม่ปรากฏ บอกให้เขาเลี้ยวซ้ายออกนอกเส้นทางปกติของเขา

แฮโรลด์เดินไปตามทิศทางที่ได้รับจากข้อความ เนื่องจากต้องการศึกษาว่าผู้ส่งข้อความต้องการจะทำอะไร ไม่นานเส้นทางก็นำพาเขาไปที่สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมือง ผู้คนล้วนเดินออกสวนทางกับเขาที่เดินเข้าไป

ชายวัยกลางคนเดินลึกเข้าไปในสวน ข้อความบอกทิศทางยังถูกส่งเข้ามาทุกครั้งที่เขาเดินผ่านกล้องวงจรปิดตรงทางแยก แต่เพียงไม่นานข้อความก็หยุดลง และเมื่อเขาเดินเลี้ยวขวาสุดท้าย แฮโรลด์ก็ต้องแปลกใจที่เขาพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งตากฝนอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเก้าอี้ยาว

ผมสั้นสีดำเปียกลู่ไปตามสายฝน ใบหน้าประดับหนวดเคราก้มลงจนคางแนบอก เสื้อยืดสีดำสวมทับด้วยแจ็คเก็ตบางสีตุ่นกับกางเกงผ้าขายาวดูไม่น่าช่วยให้ความอบอุ่นได้เท่าไหร่

ด้วยความสงสัย แฮโรลด์เหลือบตามองกล้องวงจรปิดเป็นเชิงถาม วินาทีต่อมาคลิปวีดีโอสั้นๆ จากกล้องวงจรปิดที่หัวมุมถนนสักแห่งถูกส่งเข้ามา เป็นภาพของชายคนนั้นไม่ผิดแน่ กำลังต่อสู้กับชายอีกสามคน แต่เขาก็จัดการน็อคทั้งสามคนได้ในไม่กี่วินาที ก่อนจะก้มลงเก็บปืนพกของหนึ่งในนั้นเหน็บเข้ากางเกงตัวเองก่อนจะออกจากมุมกล้องไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

อันตราย คือสิ่งที่แฮโรลด์รู้สึกทันทีที่ดูคลิปจบ

เขายืนนิ่งด้วยความที่ไม่รู้จะทำอย่างไร มองคนที่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบ ไม่ขยับตัวใดๆ น่าแปลกที่เขาสัมผัสได้ถึงความเศร้าที่แผ่ออกจากตัวเขา ช่างแตกต่างจากที่เห็นในคลิปเหมือนคนละคน

ในที่สุดเขาตัดสินใจเดินเข้าไปหาชายคนนั้น เพราะดูท่าทางแล้วถ้าเขาไม่ทำอะไรอีกฝ่ายคงเป็นปอดบวมตายก่อนแน่

้เขาเดินเข้าไปหยุดอยู่ตรงหน้า ตั้งใจจะขยับร่มให้ช่วยบังฝนให้คนที่นั่งอยู่ด้วย แต่ยังไม่ทันได้ทำอะไรชายแปลกหน้าก็ลุกพรวดขึ้นมาประชิดตัว มือหยาบกร้านคว้าข้อมือข้างที่แฮโรลใช้ถือร่มไว้แน่น ส่วนมืออีกข้างจ่อปากกระบอกปืนที่แฮโรลด์ดูไม่ทันว่าอีกฝ่ายเอาออกมาตอนไหนเข้าที่ท้องของเขา

แววตาที่ชายคนนั้นจ้องมาที่เขาทำเลือดในกายให้เย็นเฉียบ และหัวใจเต้นระรัวด้วยความหวาดกลัว

เสียงแหบพร่าจากชายตรงหน้าเอ่ยเพียงสั้นๆ “ไปซะ”

ต้องใช้เวลาสักพักกว่าแฮโรลด์จะสามารถขยับตัวออกจากตรงนั้นได้ ต่างจากคนสั่งที่เมื่อพูดจบก็ถอยหลังออกไปและจากไปอย่างรวดเร็ว
.
.
.

[Person of Interest] #fictober 02 

Drabble from Person of Interest

Elias/Anthony

.

#fictober 02 ​”Jealous”

.

จอห์นเป็นพวกนิ่งเงียบ ไม่พูดมาก ถนัดลงมือให้เห็น และไม่ค่อยจะบอกความรู้สึกจริงๆ ให้ใครได้รู้ แต่บทอยากจะกวนก็ยียวนใช่เล่น จะว่าไปก็ดูคล้ายแอนโธนี่อยู่บ้าง แต่จะต่างกันก็ตรงที่บางครั้งแอนโธนี่ก็บอกความรู้สึกตัวเองไปตรงๆ อย่างเช่น

“ผมไม่ชอบหมอนั่น” แอนโธนี่ประกาศทันทีที่จอห์นเดินคล้อยหลังออกประตูไป อีไลอัสยกยิ้มน้อยๆ เพราะคาดเดาไว้อยู่แล้ว

“งั้นเหรอ แต่ฉันกลับชอบนะ” เขาแกล้งแหย่ ได้ยินเสียงหึตอบกลับมา

“หมอนั่นมันเชื่อไม่ได้ ดูก็รู้ว่ามันซ่อนทุกอย่าง”

“นั่นยิ่งทำให้เขาน่าสนใจใช่มั้ยล่ะ” อีไลอัสเลิกคิ้วถาม ปากยังคงยิ้มน้อยๆ

แอนโธนี่กลอกตาตอบ “บอส…”

คราวนี้หัวหน้ามาเฟียหัวเราะออกมา ก่อนจะส่ายหน้า “โธ่ แอนโธนี่…อย่าหึงสิ”

“อย่าใช้คำนั้น” เจ้าตัวรีบแย้ง ยกมือกอดอก แล้วว่าต่อด้วยท่าทางยียวน “แต่มันมีเจ้าของแล้วนี่”

อีไลอัสไม่ได้ชอบใจกับการใช้คำของแอนโธนี่แต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร “ต้องยอมรับว่านั่นเป็นเรื่องน่าเสียดายเป็นอย่างมาก” เมื่อจบประโยคมีเสียงหึตอบกลับมาอีก

“แอนโธนี่…” อีไลอัสเรียกเสียงจริงจังขึ้น แววล้อเล่นหายไป ‘ไม่ใช่แค่ตัวจอห์นเท่านั้นหรอกนะที่ฉันสนใจ คนที่อยู่เบื้องหลังเขาก็ด้วย

“ฉันรู้สึกว่าเราต้องได้ใช้ประโยชน์จากเขาในอนาคตแน่ๆ แต่ถ้าเกิดกลายเป็นว่าพวกนั้นให้โทษมากกว่าคุณ…ถึงเวลานั้นฉันจะอนุญาตให้นายทำอย่างที่ต้องการ”

แอนโธนี่คลี่ยิ้มบางทันที อีไลอัสยกมือข้างหนึ่งประคองข้างแก้มชายหนุ่มตรงหน้า มองเข้าไปในดวงตาคู่สวยนั้นและกล่าวต่อ

“เพราะฉะนั้น ช่วงนี้ช่วยอดทนให้จอห์นเข้ามาป้วนเปี้ยนแถวนี้หน่อยนะ”

รอยยิ้มบางของแอนโธนี่ขยายกว้างขึ้นจากสัมผัสที่ได้รับ “ตกลง บอส”

.

.

[Person of Interest] #fictober 01

Drabble from Person of Interest

#fictober 01 “Coke”

  

I know, me too.

  

“โรงแรมข้างหน้านี่ล่ะ” เสียงจากชายวัยกลางคนที่นั่งอยู่บนเบาะผู้โดยสารด้านหลังเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งติดจะอ่อนเพลีย เขายื่นธนบัตรสามใบให้คนขับรถเมื่อรถจอดนิ่งสนิทริมถนนตรงทางเข้าโรงแรม พร้อมกำชับ “เราไม่เคยเจอกันนะ ไม่ต้องทอน ขอบคุณครับ”

เขาก้าวขาลงจากรถแท็กซี่ซึ่งเป็นคันที่ห้าในค่ำคืนนี้ ในมือข้างหนึ่งมีกระเป๋าเดินทางใบเล็ก และมืออีกข้างมีกระเป๋าเอกสารที่มีไฟสีเขียวดวงเล็กกะพริบอยู่ เขายืนสำรวจโรงแรมขนาดเล็กตรงหน้าอย่างคร่าวๆ ป้ายชื่อโรงแรมทำด้วยไฟนีออนติดๆ ดับๆ อาคารตรงหน้าเป็นส่วนต้อนรับและร้านอาหาร ส่วนตึกถัดไปทางซ้ายมือเป็นอาคารสองชั้นซึ่งมีประตูห้องพักเรียงราย ไม่มีกล้องวงจรปิดสักตัวให้เห็น

เขาเดินเข้าไปด้านในโรงแรม พยายามทำตัวเป็นนักเดินทางปกติที่มาหาที่พักในยามวิกาล แม้ว่าในใจจะยังไม่หยุดสั่นจากสิ่งที่เพิ่งประสบเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน ซึ่งผลลัพธ์ของเหตุการณ์นั้นก็คือสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าเอกสารในมือเขานี่เอง

“เปิดห้องสองคืนครับ” เขาบอกพนักงานหญิงวัยกลางคนเมื่อถูกถามความประสงค์ และรับเอากระดาษมากรอกข้อมูลส่วนตัว “อ้อ..แล้วก็..ขอเป็นห้องเตียงคู่นะครับ”

“ขอโทษค่ะ ห้องเตียงคู่เต็มหมดแล้วพรุ่งนี้ถึงจะมีว่าง ถ้ายังไงพักห้องเดี่ยวก่อนแล้วจะให้สลับห้องพรุ่งนี้มั้ยคะ”

“ไม่เป็นไรครับ เป็นเตียงเดี่ยวก็ได้”

พนักงานคนเดิมยื่นกุญแจห้องให้เขาหลังจากที่รับเงินสดเป็นค่าห้องเรียบร้อยแล้ว

“ถ้าห้องมีปัญหาอะไรมาแจ้งที่นี่ได้ตลอดนะคะคุณวิสท์เลอร์”

“ขอบคุณครับ”

ห้องหมายเลข 110 ที่เขาได้นั้นอยู่ชั้นล่างและริมสุดทางเดิน ภายในห้องถึงแม้จะดูเก่าไปบ้างแต่ก็สะอาดสะอ้านดีอยู่ มีห้องน้ำเล็กๆ อยู่ภายใน เตียงหลังใหญ่อยู่ชิดผนังกลางห้องขนาบด้วยโต๊ะหัวเตียงขนาดเล็กทั้งสองฝั่ง ด้านตรงข้ามเตียงเป็นตู้เสื้อผ้าและเคาน์เตอร์ไม้ยาวตลอดผนัง ด้านล่างเป็นตู้เก็บของ นอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรอีก

เจ้าของห้องวางสัมภาระที่ถือมาลงที่พื้น ก่อนจะทรุดลงนั่งบนเตียง ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างเหน็ดเหนื่อย เขาเหลือบตาดูไฟดวงเล็กบนกระเป๋าที่ยังกะพริบช้าๆ อยู่ก่อนจะหยิบกระเป๋าใบนั้นขึ้นมาวางไว้บนเตียง เขาลากมือไปบนมันอย่างรักใคร่ ใบหน้าแสดงถึงความเสียใจ

“ขอโทษนะ” เขากระซิบบอก “ช่วยอดทนอีกนิดเถอะ”

เหมือนได้ยินสิ่งที่บอก ไฟดวงเล็กนั้นกะพริบตอบเขาทันที

เกือบสองชั่วโมงผ่านไป เจ้าของห้องที่กำลังนั่งพิงหัวเตียง มีแลปท็อปวางอยู่บนตัก และกำลังง่วนกับการสร้างไฟร์วอลล์ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตู ประสาทที่ตึงเครียดจากการอดนอนหลายวันสร้างความปวดหัวให้แล่นขึ้นมา เขาค่อยๆ ก้มลงไปหยิบปืนพกจากกระเป๋ามาถือไว้ บังคับมือไม่ให้สั่นในขณะที่ค่อยๆ เดินอย่างเงียบกริบไปที่ประตู

เสียงเคาะดังขึ้นอีกครั้งเมื่อเขาเดินไปใกล้ประตูซึ่งไม่มีช่องตาแมวให้แอบมอง ระหว่างที่กำลังชั่งใจว่าจะเปิดไปเลยไหม ลูกบิดประตูก็สั่นพร้อมเสียงกุกกักเหมือนคนกำลังสะเดาะกลอนประตู ด้วยความตื่นกลัวและพบว่าตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดเขาจึงเปิดประตูออกอย่างรวดเร็ว ผู้บุกรุกที่ไม่ทันตั้งตัวเผลอหน้าคะมำลงพื้นก่อนจะรีบยันตัวขึ้นนั่ง เมื่อเห็นปืนที่จ่อมาตรงหน้าเขายกมือขึ้นทันที

“จอห์น!” เจ้าของห้องร้องอย่างโล่งใจเมื่อเห็นชายผู้นั้นเป็นบุคคลคุ้นเคยที่เขากำลังเป็นห่วง

“ไง..แฮร์โรลด์” จอห์นยิ้มให้เขา ก่อนจะเลื่อนสายตามายังปืนที่ยังอยู่ตรงหน้า เขาจับปากกระบอกปืนให้หันไปทางอื่น “เอามันออกก่อนมั้ย”

“คุณมาเร็วกว่าที่ผมคาด ผมเลย..” แฮร์โรลด์รีบขยับตัวให้จอห์นเข้ามาในห้อง เขาถึงได้เห็นว่านอกจากกระเป๋าสีดำที่เจ้าตัวสะพายไหล่อยู่ ยังมีถุงพลาสติกบรรจุของเต็มไปหมด

จอห์นวางถุงลงบนเคาน์เตอร์ ก่อนจะนำกระเป๋าไปวางแอบไว้มุมห้องคนละฝั่งกับแฮร์โรลด์อย่างรู้งานว่าอีกฝ่ายคงอยากจะอยู่ให้ห่างจากบรรดาของในกระเป๋านั้นมากแค่ไหน

“ผมเป็นห่วงไม่อยากปล่อยคุณไว้คนเดียวนานๆ ยังไงคุณ…กับแมชชีน…ก็เป็นสิ่งสำคัญที่สุด” ชายร่างสูงหันมากล่าว ก่อนจะถอดเสื้อโค้ทสีดำวางทิ้งไว้ข้างๆ กระเป๋า และเริ่มต้นจัดการกับล็อคประตู ห้องนี้ไม่มีหน้าต่าง หมายความว่าไม่มีทางออกสำรองนอกจากทางประตู ถ้ามีคนแอบบุกเข้ามาในนี้ก็เป็นหลุมศพดีๆ นี่เอง จอห์นจึงทำการติดตั้งระเบิดขนาดเล็กต่อไว้กับประตูกันเหนียวเอาไว้

แฮร์โรลด์มองสิ่งที่ชายหนุ่มทำด้วยสีหน้าตื่น แต่ไม่ได้ห้ามอะไร “แล้วมิสโกรฟส์…”

จอห์นส่ายหน้าตอบ

“คุณควรนอนพัก” จอห์นว่าเมื่อเห็นแฮร์โรลด์ลงมือพิมพ์คอมพิวเตอร์บนตัก แต่ก็ยกกล่องอาหารและเครื่องดื่มออกมาวางใกล้ๆ บนเตียงให้เพราะรู้ว่ายังไงอีกฝ่ายก็คงไม่นอน “หรือไม่ก็กิน”

ชายสูงวัยกว่าที่กำลังละเลงนิ้วบนคีย์บอร์ดหยุดเหลือบมองแพคเครื่องดื่มสีแดงหกกระป๋องบนเตียงก่อนจะเลิกคิ้วเป็นเชิงแปลกใจ แต่คนนำอาหารมาให้ก็แค่ยักไหล่นิดๆ ก่อนจะบอกหน้าตาเฉย

“โซนแอลกอฮอล์มันล็อคกุญแจไว้แน่นหนากว่าโซนทั่วไปน่ะ…นานๆ ดื่มโค้กทีกระดูกไม่ผุหรอก”

“จอห์น!” แฮร์โรลด์อดส่งเสียงดุไม่ได้เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายขโมยของ
“ผมทิ้งเงินไว้แล้วน่า” จอห์นรีบบอก ก่อนจะจัดแจงเอนหลังลงบนเตียงอีกฝั่ง ใช้เวลานี้นอนเอาแรงเพราะรู้ดีว่าต่อจากนี้จะต้องเจอศึกหนักอย่างไม่ต้องสงสัย ถ้าศักยภาพเขาต่ำจะไม่ใช่แค่ชีวิตเขาคนเดียวที่เสี่ยง เขาอยากปกป้องแฮร์โรลด์ได้อย่างเต็มที่

“ผมอยากปกป้องคุณ…” เสียงพึมพำจากคนที่นอนอยู่ทำให้มือที่กำลังทำงานหยุดชะงัก แฮร์โรลด์หันไปมองชายหนุ่มที่เพิ่งล้มตัวลงนอนได้ไม่นาน ใบหน้าสงบนิ่งและดวงตาที่ปิดสนิท เขายิ้มให้ภาพตรงหน้า

“ผมรู้…ผมก็เหมือนกัน”
.
.
จบ
……..

อยากเขียนเพราะคิดถึงเรื่องนี้มาก เลยเอาเรื่องนี้มาเขียน fictober แต่ไม่รู้จะเขียนได้สักกี่วันนะ

สิ่งที่เขียนคือมโนเอง เนื่องจากจำเรื่องจริงไม่ค่อยได้เพราะฉะนั้นรายละเอียดอาจมั่วบ้างนะคะ5555 

แต่คิดถึงเรื่องนี้มากจริงๆ ใครคิดถึงมาคุยกันได้นะฮรืออ